| 
|
พิพิธภัณฑ์เกวียน
(CARTS COLLECTIONS)
นับเป็นแห่งแรกของประเทศไทยและของโลกก็ว่าได้ที่พิพิทธภัณฑ์
ของ อาจารย์วิโรฒ ศรีสุโร เจ้าของร้านเครื่องปั้นดินดำได้อุตสาหะ
ติดตามเพื่อรวบรวมเกวียนประเภทต่างๆ ทั่วประเทศในภูมิภาคจน
สมารถรวบรวมไว้ได้ในขณะนี้กว่า 50 เล่ม และจะมีโครงการใน
5 - 10 ปีข้างหน้ารวมถึง 100 เล่มเกวียนเกวียน
ในสมัยก่อนชาว ชนบททุกภาคจำต้องอาศัยเกวียนในการขนส่ง
การเดินทาง การ บันทึกพืชผล ในท้องถิ่นที่ทุรกันดาร
แทบทุกแห่งของประเทศไทย
|
ช่างปั้นเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน
| ช่างในอดีต |
ช่างดั้งเดิม |
ช่างปัจจุบัน |
แม้ว่าจะมีองค์ประกอบด้านทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้ออำนวยต่อการผลิต
คือ ดิน น้ำ ไม้ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง ความชื้น และสภาพอากาศที่เหมาะสม
แต่สิ่งเหล่านั้นสำคัญน้อยกว่า คนผู้เป็นช่างปั้น
ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนยังคงมีอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ได้ก็เพราะมีช่าง
เนื้อหาในส่วนนี้กล่าวถึงช่างที่มีมาตั้งแต่ครั้งอดีต
จนถึงปัจจุบัน
ผู้ประกอบอาชีพปั้นเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน
เป็นบุคคลที่สืบทอดวัฒนธรรมมาจากบรรพบุรุษ ติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
ส่วนใหญ่แล้วเมื่อสนใจในงานปั้นก็จะไปเรียนกับอาจารย์
โดยขอเป็นลูกศิษย์ก่อน มีหน้าที่เตรียมดิน ผสมดิน
เหยียบดิน และคอยหมุนพะมอนให้ ลูกศิษย์จะช่วยอาจารย์ทุกอย่างจนกระทั่งเผาเครื่องปั้นเรียบร้อย
ต้องคอยสังเกต จดจำ และเลียนแบบอาจารย์ เมื่อมีเวลาว่างจึงจะฝึกหัดโดยมีอาจารย์คอยแนะนำ
เมื่อขึ้นรูปได้ดีแล้วจึงจะแยกตัวออกไปทำต่างหาก หรือรวมกลุ่มกันทำแล้วแต่ความสมัครใจ
นิสัยโดยทั่วไปของช่างปั้นดินเผาด่านเกวียนจะเรียบง่าย
กินอยู่ง่าย ๆ โอบอ้อมอารี พูดคุยเป็นกันเอง ค่อนข้างตลก
มีลูกเล่น ทำอะไรก็มักจะจริงจัง เช่น บางคนชอบไก่จนไม่สนใจครอบครัวเลยก็มี
บางคนชอบเพลงโคราช บางคนชอบดื่ม ฯลฯ บางคนก็ใช้เวลากับการปั้นวันหนึ่ง
ๆ ได้เพียง 8 - 10 ลูกเท่านั้น เพราะเมื่อขึ้นรูปเสร็จแล้วก็สูบบุหรี่
นั่งดูเงียบ ๆ พิจารณาดูว่าเท่ากันหรือไม่ เรียบร้อยดีไหม
ถ้ายังไม่ดีก็จะไปทำใหม่
สภาพทั่วไปของสถานที่ทำงาน ดูสะอาด
เป็นระเบียบ โรงเรือนมุงด้วยแฝก จาก เพื่อความร่มเย็น
ภายในโรงปูด้วยทราย ค่อนข้างมืด แต่ดูศักดิ์สิทธิ์
มีพลัง บรรยากาศเงียบสงบ ทำให้ช่างมีสมาธิ ใจไม่วอกแวก
สภาพเหล่านี้ช่วยเสริมให้ช่างดูเป็นคนน่านับถือมากทีเดียว
ภาวะความเป็นอยู่ของสังคมปัจจุบัน
ทำให้ช่างเปลี่ยนไป ช่างได้งานที่แปลก จิตใจก็เปลี่ยนไป
ช่างที่มีฝีมือเริ่มถูกดึงเข้ากลุ่มนายทุน ใครให้ราคาดี
ช่างก็ต้องรับและแข่งขันกัน ช่างได้สัมผัสกับผู้คนหลายรูปแบบ
จากชาวบ้านด้วยกันมาสู่ผู้คนหลายอาชีพ เช่น พ่อค้า
นายทุน ข้าราชการ คนในเมือง ฯลฯ จากการผลิตงานเพียงชิ้นสองชิ้น
มาเป็นหลาย ๆ ชิ้น หลาย ๆ ขนาด หลาย ๆ รูปแบบ สิ่งเหล่านี้ทำให้ช่างต้องพัฒนาเทคนิค
ต้องคิดในเรื่องเครื่องทุ่นแรง เมื่อช่างถูกเร่งให้ผลิตอย่างรีบร้อนคุณภาพก็ไม่ดี
พ่อค้าบางคนคิดง่าย ๆ ว่าเอาดินมาปั้นแล้วเผาก็ใช้ได้
ลืมนึกถึงความจริงว่าขั้นตอนการผลิตทุกขั้นตอนมีความละเอียดอ่อน
และใช้เวลานานพอสมควร เช่น จะต้องขนดินมาตากให้แห้ง
รดน้ำ เอามาผสมกัน นวด กว่าจะได้ปั้น แกะลวดลายได้
ผึ่งแล้วเผา ต้องใช้เวลาถึง 3-4 อาทิตย์ การเผาต้องใช้เวลาเผา
2-3 คืน จึงจะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เมื่อพ่อค้ามาสั่ง
ช่างก็อยากได้มาก พ่อค้าเร่งช่างก็เร่งเลยลดขั้นตอนการผลิต
แทนที่จะนวด 3 ครั้ง ก็นวด 2 ครั้ง ปัญหาการเผาจึงมีเปอร์เซ็นต์แตกมาก
นอกจากนี้ สี ขนาด สัดส่วน ไม่เป็นไปตามสั่ง บางครั้งก็ถูกตีกลับ
บางครั้งก็มีผลต่อช่างเอง คือในตอนแรก ๆ ผู้สั่งจะวางเงินก่อน
ต่อมาก็ให้เงินตอนมารับของ ต่อมารับของไปก่อนแล้วจึงจ่ายเงินภายหลัง
ทำให้มีปัญหาเรื่องเงิน ผลตามมาก็คือทำให้ช่างบางคนต้องเลิกราไปเลย
สรุปลักษณะของช่างสมัยใหม่ผิดไปจากเดิม
มีการแข่งขันกันหลายรูปแบบ ทั้งฝีมือและรายได้ ต่างคนต่างผลิตไม่มีสมาคมช่างปั้นดินเผา
ไม่มีการให้ความรู้ในเรื่องเทคนิค เรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์
การออกแบบบรรจุหีบห่อ ฯลฯ และขาดการส่งเสริมจากภาครัฐบาลอย่างจริงจัง
แม้ว่าภาวการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม
แต่ความเป็นช่างนั้น ก็ยังเป็นที่น่าสนใจศึกษาอยู่มากทีเดียว
เพราะช่างเป็นผู้ผลิต ผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม น่าจะได้มีการสำรวจ
บันทึกเพื่อการพัฒนา ส่งเสริม เป็นเกียรติ เป็นประวัติของบ้านเมืองต่อไป
|
Modeler
(ลุงแดง สากเหมิ่ง)
คนด่านเกวียน
|
|
|
ช่างปั้นรุ่นเก่า
|
|
| ช่างปั้นยุคปัจจุบัน
(คนด่านเกวียน) |
|
|